วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

7 อุปนิสัยแห่งประสิทธิผล นั้นเป็นไฉน


7 อุปนิสัยแห่งประสิทธิผล นั้นเป็นไฉน ?/ดร.นพ.ยุทธนา ภาระนันท์
ปีนี้ ทำไมต้องคิดบวก?
       คมคิด: ผู้ชนะเห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย แต่ผู้แพ้เห็นเป็นอุปสรรค

      
       กว่า 100 ปีมาแล้ว ที่นักวิ่งพยายามทำสถิติวิ่ง 1 ไมล์ ให้ได้ภายในเวลา 4 นาที หลายคนบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครจะสามารถทำได้ ที่จริงนิตยสารทางการแพทย์มากมาย ก็ได้อธิบายไว้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่มนุษย์จะสามารถวิ่งระยะทาง 1 ไมล์ ได้ภายในเวลาไม่ถึง 4 นาที
      
       ทว่า นักศึกษาแพทย์ชาวอังกฤษคนหนึ่งเชื่อว่าเป็นไปได้ ในเดือนพฤษภาคม 1954 นายโรเจอร์ แบนนิสเตอร์ (Roger Bannister) ได้วิ่งระยะทาง 1 ไมล์ได้ภายในเวลา 3:59.4 นาที และหลังจากนั้น สถิติการวิ่ง 1 ไมล์ ภายใน 4 นาที ได้ถูกทำลายลงครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รวมกว่า 700 ครั้ง โดยผู้คนมากหน้าหลายตา
      
       อะไรทำให้ โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ ต่างจากคนอื่น อะไรทำให้เขากลายเป็นผู้ชนะปัญหาที่คนอื่นๆ พ่ายแพ้มากว่า 100 ปี...ใช่แล้วครับ พลังคิดบวก อันเป็นความเชื่อมั่นว่าปัญหานี้ต้องมีทางเอาชนะได้เป็นแน่ ทำให้เห็นเป็นสิ่งท้าทาย มากกว่าจะเป็นอุปสรรค
      
       ในทางจิตวิทยาเชิงบวก พบว่า มีคุณลักษณะ 24 ประการ (24 Strengths & Virtues) ที่เป็นพลังคิดบวกในชีวิตมนุษย์ มีครั้งหนึ่งผมบรรยายเกี่ยวกับ “จิตวิทยาเชิงบวกกับทุนทางจิตวิทยา” ผมนำเสนอ 4 คุณลักษณะที่ผ่านการศึกษาวิจัยว่าส่งผลทำให้เกิดพลังคิดบวกในการทำงานที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ย่อว่า HORSE ได้แก่ Hope ความหวัง, Optimism การมองโลกในแง่ดี, Resilience การหยุ่นตัว, Self-Efficacy ความเชื่อมั่นในสมรรถนะของตน สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลการปฏิบัติงานอย่างมาก (Based on Luthans, Fred. 2005)
      
       เนื่องจาก HORSE มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ 7 อุปนิสัยแห่งประสิทธิผล (7Habits) อย่างมาก วันนี้ ผมจึงขอเสนอแบบสำรวจในเรื่องนี้ ลองสำรวจตนเองด้วยกันครับ (Adapted from Stephen R.Covey.2010)
      
       แบบสำรวจคิดบวกสไตล์ 7อุปนิสัยแห่งประสิทธิผล (7Habits positive thinking Check) (กรุณาศึกษาเพิ่มเติมที่ www.HowAreYou.co.th)
      
       ช่วงที่ผ่านมา ชีวิตและการทำงานของท่านเป็นอย่างไรบ้าง? (กรุณา√หน้าข้อตามจริง)
      
       1.ฉันมักเสนอให้เปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อสร้างโอกาสในอนาคต
       2.เมื่อฉันเริ่มทำงานแต่ละชิ้น ฉันมองเห็นความสำเร็จที่ปลายทางเรียบร้อยแล้ว
       3.ฉันมักฉุกคิดได้ทันเมื่อทำงานที่ไม่สำคัญมากนัก ช่วยให้ฉันหันกลับมาทำงานตามที่ลำดับไว้
       4.เมื่อเกิดข้อขัดแย้ง ฉันพยายามหาข้อยุติที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุดร่วมกัน
       5.ฉันพยายามเข้าใจประสบการณ์ของผู้อื่น จากมุมมองของเขามากกว่าคิดเอาเอง
       6.ฉันและเพื่อนๆ มีความหลากหลายและประสานกันสู่เป้าหมายได้ดี
       7.ฉันเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และหมั่นฝึกฝนพัฒนาตนเองท่ามกลางแรงกดดันอยู่เสมอ
       8.แม้บางคนจะปฏิบัติต่อฉันอย่างไม่เหมาะสม แต่ฉันก็ยังปฏิบัติต่อเขาด้วยใจปรารถนาดี
       9.เมื่อเผชิญการผันผวนเปลี่ยนแปลง ฉันสามารถยิ้ม หัวเราะและมีอารมณ์ดีได้อยู่
       10.ฉันไม่เพียงพูดถึงปัญหา แต่เสนอทางแก้ที่หลากหลายตลอดจนวิธีป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดซ้ำ
      
       แปลผลและข้อเสนอแนะ : ยิ่งมีมาก ยิ่งแสดงว่ามีอุปนิสัยที่เอื้อต่อการเป็นคนคิดบวกมาก ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิผลการทำงานเป็นทีมตามมา เพื่อพัฒนาในเรื่องนี้ ผมมีหลักสูตรแนะนำ ได้แก่ เร่งพลังใจนักขายให้เต็มร้อย...ด้วยพลังคิดบวก, 7Habits plus...กุญแจไขพลังคิดบวก คิดสร้างสรรค์, EQ…หัวใจแห่งพลังทีมสร้างสุข สนใจ Training กรุณาติดต่อ 02-9422420; Yparanan@Gmail.com; www.HowAreYou.co.th; www.facebook.com/yparanan
      
       “คนคิดบวก ล้มลงเจ็ดครั้ง เขายังลุกขึ้นอีก” ท่านเห็นด้วยหรือไม่?

ที่มา
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9560000004734

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

ยุทธวิธีถ่ายสบาย หายท้องผูก


ยุทธวิธีถ่ายสบาย หายท้องผูก (MomyPedia)
โดย: น.พ.สมชาย แสงกิจพร

            ท้องผูกเป็นอาการที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติหลายอย่าง อาการนี้ดูไม่ร้ายแรง แต่ใครไม่เจอกับตัวเอง ไม่รู้หรอกครับว่ามันทรมานแค่ไหน..ใส่ใจกับเรื่องกินเรื่องอยู่กันสักนิด แล้วจะถ่ายสบายหายห่วง
                                    
ท้องผูก..ได้อย่างไรนะ
      
            สาเหตุของอาการท้องผูกที่พบบ่อย ได้แก่ การขาดการออกกำลังกาย ดื่มน้ำน้อย กินผักผลไม้น้อย หรือดื่มชา กาแฟ ซึ่งมีสารทำให้ท้องผูก บางคนมีความวิตกกังวลสูง หรือเศร้าซึมเป็นอาจินต์ ก็มักมีอาการท้องผูกด้วย นอกจากนั้นโรคของระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงทวาร หรือแผลแตกบริเวณปากทวารหนักก็ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้เช่นเดียวกัน
มะเร็ง..ก็ทำให้ท้องผูก
        
            โรคระบบทางเดินอาหารที่น่ากลัว และทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ คือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งมักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ท้องผูกสลับกับท้องเดินเป็นระยะๆ และเรื้อรัง ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เบื่ออาหาร หรือคลำพบก้อนบริเวณท้อง ซึ่งถ้าใครมีอาการแบบนี้ควรปรึกษาแพทย์โดยด่วนครับ
ริดสีดวงทวาร..ตัวการหนึ่งของท้องผูก
        
            ส่วนโรคระบบทางเดินอาหารที่ไม่น่ากลัวและพบมากในปัจจุบัน ได้แก่ ริดสีดวงทวาร ซึ่งอาจเป็นผลของอาการท้องผูก และกลายเป็นเหตุของอาการท้องผูกตามมา เรียกว่าเป็นวงจรก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักจะกลัวการถ่ายอุจจาระ เพราะเจ็บเวลาถ่าย จึงมักกลั้นอุจจาระไว้ นานๆ เข้าก็เกิดอาการท้องผูกตามมา จึงควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ นั่นคือรักษาโรคริดสีดวงทวารเสีย

5 วิธีเพื่อความโล่งสบายคลายทุกข์

ออกกำลังกาย..หนึ่งสอง..หนึ่งสอง
            การออกกำลังกายทำให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เคลื่อนไหว รวมทั้งทำงานได้ดีขึ้น เช่น หัวใจสามารถสูบฉีดโลหิตได้เร็วและแรงมากขึ้น กระเพาะอาหารและลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทำให้อาหารที่เรากินสามารถส่งผ่านไปได้ง่ายและสะดวก ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักจะถ่ายปกติ ตรงข้ามกับผู้ที่นั่งทำงานทั้งวัน ลำไส้ก็ลอยอยู่นิ่งไปด้วย กากอาหารก็จะค้างและจับตัวเป็นก้อนแข็งได้ง่าย อาการท้องผูกก็จะตามมา

ผักผลไม้..อย่าให้ขาด    
            อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี กากอาหารสามารถขับถ่ายออกมาได้ง่ายและสม่ำเสมอ เพราะมีกากใยเป็นตัวกระตุ้น ผู้ที่มีอาการท้องผูก จึงควรทานผักผลไม้ที่มีกากใยสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ผักต่างๆ แต่ที่น่ากังขา ได้แก่ น้ำผลไม้คั้นต่างๆ ที่โฆษณาว่าสามารถรักษาอาการท้องผูกได้ เพราะมีแต่น้ำแต่ไม่มีกากใย หรือมีก็น้อยมาก จะไปรักษาได้อย่างไร?

ดื่มน้ำมาก..กากอาหารอ่อนตัว
            การดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้กากอาหารในลำไส้ใหญ่แข็งตัว และจับกันเป็นก้อน จึงขับถ่ายออกได้ยากกว่าปกติ เราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และในผู้ที่ท้องผูกอยู่แล้ว ควรเพิ่มปริมาณน้ำดื่มให้มากกว่าปกติ จะช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลงได้ สิ่งที่ควรงดดื่ม คือ น้ำชา กาแฟ เพราะมีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง จึงทำให้เกิดอาการท้องผูก

ฝึกขับถ่ายให้เป็นนิสัย
            หากไม่อยากมีท้องผูกเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ ควรเริ่มฝึกถ่ายให้เป็นนิสัย และไม่ควรรีบเร่งถ่าย โดยอ้างว่า มีเวลาน้อย ต้องรีบไปทำงาน ห้องน้ำก็ควรเลือกที่ปลอดโปร่งสักหน่อย ประเภทมีคนยืนรอคิวอยู่หน้าห้องน้ำยาวไปถึงหน้าบ้าน ก็ลำบากไปหน่อย..มันฝืดน่ะ

น้ำ 1 แก้วเพื่อความคล่องสบาย
            ตื่นเช้าก่อนเข้าห้องน้ำถ่าย ควรดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวจะได้ถ่ายสะดวกขึ้น น้ำใส ๆ 1 แก้วในตอนเช้า ยังช่วยให้เกิดความสดชื่น เหมือนดอกไม้บานยามเช้ายังไงยังงั้น
          
            ถ้าลองทุกวิธีที่กล่าวมาแล้วไม่ได้ผล ค่อยใช้ยาระบายซึ่งมีหลายชนิดและออกฤทธิ์ต่างกัน ก่อนใช้ยาระบายควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

อย่าทำให้ลูกต้องท้องผูก
           
            ในเด็กเล็ก ๆ ที่ถูกบังคับให้นั่งกระโถน บางรายอาจมีอาการท้องผูกได้ เพราะเป็นปฏิกิริยาต่อต้านการถูกบังคับ พ่อแม่จึงควรนึกเสมอว่าเด็ก ๆ ก็มีหัวใจ และควรพบกันครึ่งทางคือ ฝึกให้ลูกนั่งกระโถนถ่ายเมื่อเขาพร้อม อาจต้องให้รางวัลจูงใจกันบ้างตามสมควร ที่สำคัญควรฝึกถ่ายให้เป็นเวลาด้วย
          
            ในทารกหรือเด็กเล็กอาจสวนด้วยแท่งกลีเซอรีน ไม่ควรใช้ยาระบายหรือยาสวนเป็นประจำ เพราะทำให้ท้องผูกเป็นนิสัย จนต้องสวนทุกครั้ง หากอาการท้องผูกไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

ที่มา
http://health.kapook.com/view25428.html

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทำไมถึงใช้ No. แทน Number ทั้งๆ ที่ไม่มีตัว o

ทำไมถึงใช้ No. แทน Number ทั้งๆ ที่ไม่มีตัว o

หลาย ๆ คนอาจจะเคยสงสัยกันใช่ไหมว่า ทำไมจึงชอบเขียนคำว่า No. เป็นคำย่อแทนคำว่า number

ซึ่งในความจริงแล้วมันไม่ได้เขียนเหมือนกันเลยซักหน่อย อีกอย่างที่น่าคิดคือ คำว่า Number ไม่มีตัว O อยู่เลย

วันนี้เราจะพาไปรู้จักที่มาว่าเหตุใดคนส่วนใหญ่จึงเขียนคำว่า Number เป็น No. แทน

คำว่า No. นั้น ตัว "N" ย่อมาจากคำว่า Number (หรือคำละติน Numbero)

ส่วนตัว "o" พิมพ์เล็กเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงว่า การใช้ "N" นั้นแทนตัวเลขที่เป็น ordinal number (จำนวนนับ) ไม่ใช่ cardinal number

เพราะอย่างที่รู้กันว่าในภาษาอังกฤษมีทั้ง ordinal และ cardinal number (จำนวนลำดับที่)  เรียกตัว o นี้ว่า Ordinal Indicator

หากต้องการเขียนเลข cardinal จะใช้ N. แล้วตามด้วยตัวเลขเลย ไม่มีอักษรใดต่อท้าย N เช่น N. 1 หมายถึงลำดับที่ 1 แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะทำให้เกิดการสับสน  ปัจจุบันนี้คนจึงเขียนเพียง 1st  2nd (ตัว st และ nd เป็นตัวยก และอาจขีดเส้นใต้)

นอกจากนี้ หากต้องการเขียนเป็นรูปพหูพจน์ก็สามารถทำได้  โดยใช้ Nos. 1, 2, 3 เป็นต้น แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมอีกเช่นกัน

เมื่อก่อนโดยทั่วไปการใช้ No. ใช้กันเฉพาะในภาษาอังกฤษ  ในภาษาอื่นจะใช้ตัวอักษรหลังแตกต่างกันออกไป และบางครั้งเขียน No. โดยขีดเส้นใต้ล่างตัว o เพือเป็นการเน้น

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป  No. กลายเป็นสากลมากขึ้น  ประเทศต่างๆ จึงเปลี่ยนมาใช้ตัวย่อ No. เหมือนกันหมดเพื่อป้องกันความสับสนนั่นเอง

อ้างอิง
topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/2009/06/H7956883/H7956883.html
variety.teenee.com/foodforbrain/22799.html





วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เกมไม้ขีดไฟ

เกมไม้ขีดไฟ : ย้ายไม้ขีด 3 ก้านให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม 4 รูป

เกมไม้ขีดไฟ : ย้ายไม้ขีด 4 ก้านให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม 4 รูป


เกมไม้ขีดไฟ : ย้ายไม้ขีด 2 ก้านให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม 4 รูป


การแก้ไขปัญหาเปิดไฟล์เอกสาร Word, Excel, PowerPoint ไม่ได้

สำหรับคนที่ใช้งานโปรแกรม Microsoft Office ในปัจจุบัน อาจเจอปัญหาหนึ่งที่รบกวนหัวใจก็คือ


“เวลาที่เรารับหรือดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร Microsoft Office จากที่อื่นแล้วเปิดไม่ได้ หรือเปิดออกมาแล้วเป็นภาษาต่างดาวอ่านไม่ออก”


วันนี้ผมมีวิธีการแก้ไขปัญหานี้มาแบ่งปันกันครับ

สาเหตุที่สำคัญเกิดจาก
ไฟล์เอกสาร Office ที่เรารับมานั้นสร้างหรือแก้ไขด้วย Microsoft Office 2007 ขึ้นไป แต่คอมพิวเตอร์ของเรานั้นใช้ Microsoft Office เวอร์ชั่น 2003 ลงมา (โดยลำดับเวอร์ชั่นของ Microsoft Office จากใหม่ล่าสุดไปเก่า 2010 > 2007 > 2003 > XP …)

ซึ่งโปรแกรม Microsoft Office เวอร์ชั่นเก่าๆ จะไม่รู้จักสกุลไฟล์ใหม่ๆ ของ Microsoft Office เวอร์ชั่นใหม่ๆ
เช่น ไฟล์เอกสาร Microsoft Word 2003 จะมีนามสกุลไฟล์เป็น .doc
แต่ ไฟล์เอกสาร Microsoft Word 2007 จะมีนามสกุลไฟล์เป็น .docx

เมื่อเปิดไฟล์ .docx ใน Microsoft Word 2003 มันจึงไม่สามารถเปิดได้หรือเปิดได้ก็อ่านไม่ออก เพราะโปรแกรมไม่รู้จักไฟล์นามสกุลนี้ครับ

โปรแกรมจะฟ้องแบบนี้ครับ

แนวทางการแก้ไขปัญหานี้
ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณยังใช้โปรแกรม Microsoft Office เวอร์ชั่น 2003 ลงมา ให้คุณดาวน์โหลดไฟล์

Microsoft Office Compatibility Pack for Word, Excel, and PowerPoint 2007 File Formats

ที่ http://www.microsoft.com/downloads/details.aspx?FamilyID=941b3470-3ae9-4aee-8f43-c6bb74cd1466&displaylang=en

หน้าดาวน์โหลดไฟล์ตัวแก้ปัญหานี้ครับ

โดยไฟล์ตัวนี้จะช่วยให้ โปรแกรม Microsoft Office เวอร์ชั่น 2003 ลงมาสามารถอ่านเอกสารที่สร้างโดย โปรแกรม Microsoft Office เวอร์ชั่น 2007 ขึ้นไปได้

โดยเมื่อคุณทำการดาวน์โหลดแล้ว คุณก็ทำการ install ไปปกติครับ ( Restart เครื่องรอบหนึ่งด้วยนะครับ)

หมายเหตุ
ในกรณีที่คุณยังไม่สามารถเปิดไฟล์เอกสารได้ ให้คุณลองเปลี่ยนนามสกลุไฟล์นั้นให้เป็นนามสกุลเดียวกับ Microsoft Office เวอร์ชั่น 2003 ลงมา

เช่น ถ้าไฟล์คุณเป็น Microsoft Word ให้คุณเปลี่ยนนามสกุลจาก .docx เป็น .doc โดยคลิ้กขวาที่ไฟล์นั้น > เลือก “Rename” (หรือ “เปลี่ยนชื่อ”) แล้วพิมพ์ .doc หลังชื่อไฟล์นั้นครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยคุณแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ใช้แล้วได้ผลอย่างไร หรือมีข้อสงสัยตรงไหน แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ด้านล่างบทความนี้ได้เลยครับ


ที่มา
http://www.manacomputers.com/how-to-troubleshooting-problems-cannot-open-file-microsoft-office-word-excel-powerpoint/

วิธีวาดสามเหลี่ยมที่เป็นไปไม่ได้

วิธีวาดสามเหลี่ยมที่เป็นไปไม่ได้



วิธีวาดสามเหลี่ยมที่เป็นไปไม่ได้

เล่นเกม OX ให้ชนะ

เล่นเกม OX ให้ชนะ


เล่นเกม OX ให้ชนะ

ลากเส้นตรงผ่านจุด 9 จุด

ลากเส้นตรงผ่านจุด 9 จุด


ลากเส้นตรงผ่านจุด 9 จุด

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มนุษย์ ๗ จำพวก

มนุษย์ ๗ จำพวก..ท่านอยู่ในจำพวกใด ?
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ณ วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร
เมื่อ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๑๘



มนุษย์ทั้งหลายมี ๗ จำพวก มนุษย์มี ๗ อย่าง..

มนุสสติรัจฉาโน
ทำไมจึงว่ามนุสสติรัจฉาโน
ดูซิ ร่างกายเป็นมนุษย์ หัวใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน
คือมันขี้เกียจขี้คร้าน รับอาหารแล้วก็นอน
ไม่รู้จักการกราบ ไม่รู้จักการไหว้ ไม่รู้จักการรักษาศีลภาวนา
ทำบุญให้ทานอะไร เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานน่ะ
มนุษย์เช่นนั้นแหละตายไปก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
ดูเอาซิ พิจารณาเอาซี ร่างกายเป็นมนุษย์แต่หัวใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน

มนุสสเปโต
ร่างกายเป็นมนุษย์แต่หัวใจเป็นเปรต
มันมีแต่โมโหโทโส อยากฆ่า อยากฟัน
ความทะเยอทะยานดิ้นรน มีพยาบาทอาฆาตจองเวร
ดูซิ ใจมันมีอาฆาต นี่แหละมนุสสเปโต
ร่างกายเป็นมนุษย์ เมื่อดับขันธ์ไปแล้วก็ไปเป็นเปรต


มนุสสนิรเย
มนุษย์หัวใจเป็นนรก
หัวใจเป็นนรก คือมันมืด มันกลุ้มอกกลุ้มใจ ให้ทุกข์ให้ร้อน
ดูเอาซิ นั่นแหละนรก ดับขันธ์ไปแล้วก็ไปนรกซี่
ได้รับความทุกข์ยากความลำบากรำคาญ นี่มนุษย์เช่นนี้
ทีนี้ถ้าไม่ไปเป็นอย่างนั้น เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่ต่ำช้า
หัวใจต่ำช้า อย่างอธิบายมาแล้ว ต่ำช้ายังไงล่ะ
เป็นใบ้บ้าเสียจริต หูหนวกตาบอด ปากกืด กระจอกงอกง่อย
ขี้ทูดกุฏฐัง ตกระกำลำบาก แน่ะ มนุษย์หัวใจเป็นยังงั้น
ถ้าเกิดเป็นมนุษย์อีกก็เป็นมนุษย์ที่ต่ำช้า
ดูซิ ใจเราทุกคน ไม่ว่าพระว่าเณร ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย
เอ้าดู อธิบายให้ฟัง ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเราไม่ต้องการก็เลิกก็ละเสีย
ให้รู้จักดีรู้จักชั่ว รู้จักผิดรู้จักถูก รู้จักฟัง อธิบายให้ฟัง


มนุสสเทโว
ร่างกายเป็นมนุษย์หัวใจเป็นเทวธิดา เทวบุตร
หัวใจมีทาน มีศีล มีภาวนา รู้จักเคารพนอบน้อม รู้จักกราบรู้จักไหว้
ใจมีหิริโอตตัปปะ ละอายบาป กลัวบาป ใจเบิกบาน ใจสว่างไสว ใจดี
ดับขันธ์ก็ไปเป็นเทวบุตรเทวธิดา เรื่องเป็นอย่างนั้น ดูเอาซิ


มนุสสพรหมา
ท้าวมหาพรหม นางมหาพรหม หัวใจเช่นใด
มีพรหมวิหาร มีพรหมวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่
หัวใจว่างไม่มีอะไร เหมือนกะอากาศนี้แหละ ว่างเปล่าหมด
เหลือแต่อรูปจิต ดับขันธ์ไปเป็นพรหม ท้าวมหาพรหม นางมหาพรหม
อยากรู้ก็ดูเอาซิ ที่อยู่ของเราเป็นอย่างนี้ มนุษย์ทั้งหลาย


มนุสสอรหัตโต
ร่างกายเป็นมนุษย์ หัวใจเป็นพระอรหันต์
คือละกิเลส ละตัณหา กิเลสคือใจเศร้าหมอง
ตัณหาคือใจทะเยอทะยานดิ้นรนกระวนกระวาย
ท่านละกิเลสตัณหา ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ อวิชชา
ตัณหาอุปาทาน ภพชาติ ละขาดในสันดาน ไม่มีสิ่งเหล่านี้ในจิตใจ
เมื่อดับขันธ์ไปก็เข้าสู่นิพพาน ดับทุกข์ในวัฏสงสาร
ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ก็เป็นแต่มนุษย์ ได้แต่มนุษย์ซิ


เราจึงมาฝึกหัดอบรมบ่มนิสัยของเรา เพ่งเล็งดูซิ
เราอย่าดูอื่น เรานั่งอยู่ก็นั่งดูใจของเรา ไม่ได้ดูดินฟ้าอากาศนะ
ใจของเรามันเป็นอย่างไร เหมือนที่อธิบายให้ฟังไหมล่ะ
มันไม่ดีตรงไหนก็แก้ไขซิ ทีนี้


มนุสสพุทโธ
ร่างกายเป็นมนุษย์ หัวใจเป็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าก็เป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรานี้
ว่าเรื่องภพเรื่องชาติของท่าน บิดามารดาของท่านก็มี
บุตรภรรยาท่านก็มี ท่านเป็นมนุษย์ครือเรานี่แหละ
แต่ท่านประพฤติปฏิบัติ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
เป็นสยัมภู ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
ไม่มีบุคคลผู้ใดหรือใครแนะนำพร่ำสอน รู้ด้วยตนเองเป็นสยัมภู
รู้แจ้งแทงตลอดหมดซึ่งสารพัดเญยยะธรรมทั้งหลาย ไม่มีที่ปกปิด
สัตว์ทั้งหลาย ตนของท่าน บุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ญาณความรู้ความเห็นในบุพพชาติเบื้องหลัง
เป็นอะไรๆ มา ท่านรู้หมด เรื่องมันเป็นอย่างนั้น
จุตูปาตญาณ จุติจากนี้ไปอยู่ในภพชาติใด ภพน้อยภพใหญ่ ท่านรู้หมด
คือเหมือนอธิบายให้ฟังนี้ อาสวักขยญาณ สิ้นจากภพจากชาติท่านก็รู้หมด..


ที่มา
http://variety.teenee.com/saladharm/42725.html

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

8 เคล็ดลับเพื่อความสำเร็จในการกล้าที่จะรวย



8 เคล็ดลับเพื่อความสำเร็จในการกล้าที่จะรวย

ท่ามกลางสังคมที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ หลาย ๆ ครอบครัวต้องเผชิญกับสภาวะขึ้น ๆ ลง ๆ ทั้งราคาน้ำมัน รวมไปถึงราคาสินค้าที่มองไปทางไหนก็มีแต่ข้าวของราคาแพง ทำให้ครอบครัวจำนวนไม่น้อยเกิดความหวาดหวั่น และไม่ไว้ใจกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็นอยู่

วันนี้ทีมงาน Life & Family มีหลักคิดดี ๆ เพื่อความสำเร็จในการกล้าที่จะรวยจาก คุณสุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งผู้ทำงานในแวดวงการเงินมากว่า 25 ปี และเจ้าของผลงานสร้างชื่ออย่าง "อายุเท่าไรก็รวยได้ ถ้าใช้เงินเป็น" และ "มีลูกกี่คนก็รวยได้ ถ้าใช้เงินเป็น" มาฝากกัน ส่วนจะมีหลักอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยครับ

1. ต้องกล้าที่จะยอมรับว่า ปัจจุบันเราอยู่ในสถานะไหน

การยอมรับสถานะของตัวเอง และครอบครัวคือตัวควบคุมให้เรารู้จักใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เช่น เราเป็นคนเงินเดือนไม่มาก มีภาระต้องเลี้ยงดูพ่อกับแม่ ทำให้การใช้เงินต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดการติดขัดได้

2. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ทั้งระยะสั้น และระยะยาว

การตั้งเป้าหมายในระยะสั้นลองมองแบบเป็นรายเดือนดูก่อนก็ได้ว่า เดือนนี้จะต้องเหลือเก็บเท่าไร ส่วนในระยะยาว คือการวางแผนเกษียณไว้เลย เช่น ต้องการมีเงินสักเท่าไรในช่วงเวลานั้น อาจจะ 20 ปี หรือ 30 ปีข้างหน้า เพื่อมาสอดรับกับเป้าหมายรายเดือนของเราว่าจะต้องใช้เครื่องมืออะไรทำให้เงินงอกเงย แต่กระนั้นไม่ควรตั้งเป้าหมายที่มันยากเกินไป เช่น อยากเก็บเงินเดือนละ 5,000 ทั้ง ๆ ที่ได้เงินเดือน ๆ ละ 15,000 บาท

3. เริ่มต้นเก็บเงินเดี๋ยวนี้

ปัจจุบันคนเรามีอายุยืนขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คือ แก่ง่ายตายช้า โดยอายุเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตมาก ผู้ชายไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 75 ปี ในขณะที่ผู้หญิงไทยมีแนวโน้มที่อายุยืนถึง 80 ปี ซึ่งอายุที่ยืนยาวขึ้น หมายถึงมีระยะเวลาในการใช้เงินหลังเกษียณเพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลให้ต้องเตรียมเงินเพื่อใช้ในการเกษียณเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากไม่เริ่มต้นเก็บเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจเกิดปัญหาในการใช้ชีวิตตอนแก่ชราได้ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งค่ากิน และค่ารักษาพยาบาล รวมไปถึงขนาดของครอบครัวที่เล็กลง ส่งผลให้ชีวิตในวัยเกษียณของใครหลายคนต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น

4. กำหนดเป้าหมายที่ต้องการ และลงในรายละเอียด

การกำหนดเป้าหมายจะช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างมีทิศทางมากขึ้น และทราบว่าจะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างไร จากนั้นก็ควรเช็กสุขภาพทางการเงินเพื่อสำรวจดูว่าคุณมีหนทางที่จะทำเป้าหมายให้เป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน เช่น มีแผนจะนำเงินไปลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยอะไรบ้าง มีกำหนดระยะเวลาเท่าไร เป็นต้น ส่วนในกรณีที่มีเป้าหมายหลายอย่างในช่วงเวลาเดียวกัน สิ่งที่สำคัญคือ การรู้จักจัดลำดับความสำคัญของแต่ละเป้าหมาย โดยพิจารณาถึงความจำเป็นและเป้าหมายหลักในชีวิตเป็นสำคัญ





5. กำจัดอุปสรรค

การกำจัดอุปสรรคทางการเงินถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งเราต้องรู้จักทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ เพราะนั่นจะทำให้เรารู้ว่าในแต่ละเดือนเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง และควรจะต้องตัดอะไรที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง

6. มีวินัย และสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเก็บออม และทำบัญชีรายรับรายจ่าย

7. เข้าใจในเรื่องการลงทุนและอัตราผลตอบแทน

การออม และการลงทุนควรมีความหลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยงและต่อยอดการออมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ถ้ามีการออมเดือนละ 10,000 บาท และนำไปลงทุนในอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับจำนวนปี คุณจะเห็นความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นและความสม่ำเสมอในการออม คือ แม้จะออมเงินเดือนละ 10,000 บาท แต่ถ้าทำผลตอบแทนได้ในระดับ 15 เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลา 3 ปี จะมีเงินเก็บสูงถึงเกือบ 449,830 บาท และถ้ายังออมได้สม่ำเสมอในระยะเวลา 15 ปี คุณจะมีเงินเก็บถึง 6,163,660 บาทเลยทีเดียว

8. เริ่มต้นก่อนมีชัยไปกว่าครึ่ง

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ น้อง ก. ลงทุนปีละ 10,000 บาท ตั้งแต่อายุ 18 ปี ได้ผลตอบแทนปีละ 10% และลงทุนถึงอายุ 30 ปี แล้วปล่อยเงินลงทุนทิ้งไว้ โดยไม่ลงทุนเพิ่มจนอายุ 65 ปี น้องก.จะมีเงินต้น (10,000 บาท X 13 ปี) เท่ากับ 130,000 บาท และจะมีเงินเก็บตอนอายุ 65 ปี เท่ากับ 6,900,000 บาท

ส่วนพี่ ข.ลงทุนปีละ 20,000 บาท ตั้งแต่อายุ 30 ปี ได้ผลตอบแทนปีละ 10% และลงทุนต่อเนื่องจนอายุถึง 65 ปี พี่ข.จะมีเงินต้น (20,000 บาท X 35 ปี) เท่ากับ 700,000 บาท และจะมีเงินเก็บตอนอายุ 65 ปี เท่ากับ 5,420,000 บาท

ดังนั้น น้องก.เริ่มต้นลงทุนก่อนย่อมมีชัยไปกว่าพี่ข.อย่างเห็นได้ชัด โดยการลงทุนที่ว่านี้ เป็นการจัดสรรหรือกระจายเงินลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น ลงทุนกับกองทุนรวมตลาดเงิน พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หรืออื่น ๆ เป็นต้น

นอกเหนือจาก 8 ข้อในข้างต้นแล้ว เราคงต้องยอมรับในความจริงอีกอย่างหนึ่งว่า คนจะรวยไม่ใช่เพราะเก็บเงินเก่ง แต่การใช้จ่ายอย่างมีสติ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่างหากคือเส้นทางสู่เศรษฐีในอนาคต



ที่มา
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000014907

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

หลากวิธีแก้ปัญหาซิปติด

ปัญหาซิปติด รูดไม่ขึ้น หรือกินเนื้อผ้า แก้ไม่ยากหากรู้วิธี วันนี้เดลินิวออนไลน์หาเคล็ดลับทำให้ซิปลื่นมาฝาก

หลายคนคงเคยโชคร้าย ได้เสื้อผ้า กระโปรง กางเกง กระเป๋า ที่เมื่อรูดซิปแล้วไม่ลื่น ติดขัด รูดยาก หรือบางทีก็กินเนื้อผ้า หากฝืนดึงหรือกระชากไปก็อาจทำให้ซิปแตก ต้องเสียเงินเปลี่ยนซิปใหม่ หรือบางทีก็อาจจะไม่ได้แบบเดิม ต่อไปนี้เมื่อประสบปัญหานี้อีกให้ใจเย็น ๆ แล้วลองวิธีแสนง่ายเหล่านี้ดู

หากซิปติด วิธีแรกที่แนะนำคือให้ใช้สบู่ก้อนถูตรงซี่ฟันของซิป เท่านี้ก็จะรูดได้ปกติ หรือหากเกิดในช่วงที่หาสบู่ไม่ได้ลองลิปมันที่ใช้บำรุงริมฝีปากนั่นแหละถูทั้งด้านในและด้านนอก แล้วลองดึงดู ถ้าไม่ออกให้ใช้คีมดึงที่ตัวซิป ก็สามารถแก้ปัญหาได้เช่นกัน แต่วิธีที่ราคาถูกและง่ายที่สุดคือการใช้เทียนไข ควรใช้ทาบริเวณซิปทุกส่วนทั้งด้านในด้านนอกก่อนใช้ หากซื้อสินค้าที่มีซิปมาแล้วรูดยากไม่สะดวกมือ ซึ่งได้ผลอย่างยิ่ง

กรณีซิปติดเพราะดันไปกินเนื้อผ้าเข้า ให้ดูว่าผ้าที่เข้าไปติด เป็นด้านบนหรือด้านล่างของซิป แล้วใช้ไขควงปากแบนที่เอาไว้ไขน็อต แงะเบา ๆ ทางด้านที่ผ้าเข้าไปติด เสร็จแล้วค่อย ๆ ดึงเอาผ้าที่ติดออก ระวังอย่างัดแรงจนหัวซิปหลุดออกมา เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานชุดตัวโปรด หรือกระเป๋าใบเก่งได้ดีดังเดิมแล้ว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เคล็ดลับทำความสะอาดทอง



เคล็ดลับทำความสะอาดทอง

ในยุคที่ทองเขยิบเข้าไปใกล้บาทละ 25,000 ทุกขณะ ใครมีไว้ในครอบครองคงต้องระวังรักษาให้ดี วันนี้จึงมีเคล็ดลับการทำความสะอาดเครื่องประดับทองมาบอก

เครื่องประดับที่ทำจากทองคำ ไม่ว่าจะเป็น สร้อยคอ กำไลข้อมือ ต่างหู แหวน ใส่ไปนาน ๆ เข้า ก็อาจจะมีหมองจนดูไม่น่ามอง หากยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ลองอ่านคำแนะนำต่อไปนี้

วิธีแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน
** ให้ใส่อาบน้ำ ให้ทองได้ถูกน้ำสบู่บ้าง เครื่องทองก็จะไม่ค่อยหมองแล้ว หรือให้แช่ในน้ำมะนาวข้ามคืน แล้วใช้แปรงขนอ่อนขัดเบา ๆ เสร็จแล้วเช็ดให้แห้ง นำไปคลุกกับแป้งฝุ่น แล้วใช้ผ้านุ่มเช็ดซ้ำ ก็จะได้ทองแวววาวคืนมา หรือจะลองขัดกับน้ำมะขามเปียกก็ได้ แล้วล้างน้ำเปล่าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ก็ได้ผลเช่นกัน

อีกวิธีที่ปลอดภัยสุด ๆ
**ให้ใช้ผ้านุ่มเช็ดฝุ่นที่ติดตามทองออก แล้วแช่ในน้ำอุ่นที่ผสมกับน้ำยาซักล้างอ่อน ๆ หากสีทองหมองลง ควรล้างด้วยน้ำยาล้างทอง หรืออาจใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำอุ่น ถูเบา ๆ หากสีหมองมาก และเป็นเครื่องประดับที่มีลวดลายละเอียด ควรแช่ในน้ำเดือด ผสมโซเดียมไบคาร์บอเนตหนึ่งหยิบมือ แช่ทีละชิ้นประมาณ 30 วินาที จากนั้นซับให้แห้งด้วยผ้านิ่ม แต่ในกรณีที่เครื่องประดับมีพลอยตกแต่งอยู่ ไม่ควรใช้วิธีนี้ เพราะอาจทำให้พลอยร้าวได้

เคล็ดลับต่อมา
**ให้ลองใช้แอมโมเนียครึ่งถ้วย ผสมกับนํ้าอุ่น 1 ถ้วย แล้วแช่ไว้ 10-15 นาที ใช้แปรงขนอ่อนขัด ล้างน้ำให้สะอาด เช็ดให้แห้ง เพียงเท่านี้เครื่องประดับทองคำ ก็จะสุกใส น่าสวมใส่แล้ว แต่ต้องหลีกเลี่ยงวิธีนี้หากเครื่องประดับชิ้นนั้นมีไข่มุกอยู่ด้วย เพราะแอมโมเนียจะทำลายผิวของไข่มุก

อย่าใส่เครื่องประดับทองคำลงว่ายน้ำในสระหรือแช่อ่างจากุชชี่ เพราะคลอรีนในน้ำอาจทำลายผิวของทอง หรือทำให้หนามเตยที่ไว้เกี่ยวคลายออกได้ นอกจากนั้นโลชั่นหรือสเปรย์ต่าง ๆ ก็มีส่วนทำให้ความแวววาวของทองคำลดลงเช่นกัน เพราะทำให้เกิดชั้นไขมันเคลือบผิวทองไว้ ดังนั้นเวลาใช้เครื่องสำอางเหล่านี้ ระวังอย่าให้โดนเครื่องประดับที่ทำจากทอง

เวลาที่เก็บเครื่องประดับที่เป็นทองคำ ควรหุ้มด้วยสำลีหรือผ้านิ่ม ๆ ห่อแยกชิ้น ไม่เช่นนั้น แต่ละชิ้นอาจขูดขีดกันจนมีตำหนิได้ แล้วเก็บใส่กล่องที่เหมาะสมอีกทีหนึ่ง.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วิธีลวกปลาหมึกให้กรอบ-ไม่เหม็นคาว



วิธีลวกปลาหมึกให้กรอบ-ไม่เหม็นคาว

เผยเคล็ดลับเด็ดขจัดกลิ่นคาวด้วย “มะนาว” แถมได้ปลาหมึกตัวขาว หวานกรอบเด้งนุ่มลิ้น

“ปลาหมึก” อาหารทะเลเนื้อนุ่ม มักถูกใช้เป็นพระเอกในเมนูเลิศรสหลายแบบ ทั้งต้ม ผัด ทอด นึ่ง ซึ่งเคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ความสด โดยก่อนซื้อสังเกตจากผิวต้องใสแวว และเนื้อแน่น ส่วนกลิ่นคาวสามารถลดได้ เพียงบีบมะนาวเล็กน้อยลงน้ำที่ใช้ล้าง ทั้งยังได้ปลาหมึกตัวขาวขึ้นด้วย

จากนั้น หั่นเป็นชิ้น นำไปลวกในน้ำเดือดจัด (อย่าคนในทันที เพราะอาจทำให้คาวได้) ระวังอย่าทิ้งให้สุกนานเกินไป ปลาหมึกจะเหนียวทานไม่อร่อย ลวกเสร็จแล้วใช้กระชอนช้อนให้สะเด็ดน้ำก่อนนำไปปรุงรส

ทั้งนี้ เนื้อปลาหมึกลวกที่เหลือจากขั้นตอนก่อนปรุง สามารถเก็บไว้ทำเมนูอื่นในมื้อต่อไปได้ เพียงบรรจุใส่ภาชนะแล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็ง วิธีนี้ จะช่วยคงสภาพเหมือนปลาหมึกสดใหม่ เนื้อไม่ยุ่ย กลิ่นดี และไม่เสียรสชาติ ทั้งยังนำมาประกอบอาหารได้รวดเร็วทันใจ.




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ไขเคล็ดลับความสำเร็จ ด้วย 9 วิธีคิด

ไขเคล็ดลับความสำเร็จ ด้วย 9 วิธีคิด

ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีปัจจัยหลายประการ แต่หัวใจหลักอยู่ที่ “วิธีคิด” โดย “สรกล อดุลยานนท์” หรือ หนุ่มเมืองจันทร์ ไขเคล็ดลับจากนักธุรกิจมากประสบการณ์ ผ่านการเจาะลึก 9 วิธีคิดสู่ชัยชนะ


“สรกล อดุลยานนท์” หรือ หนุ่มเมืองจันทร์


เมื่อไม่นานมานี่ ธนาคารกสิกรไทยได้จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษโดย “สรกล อดุลยานนท์” หรือ หนุ่มเมืองจันทร์ เจ้าของคอลัมน์และผู้แต่งหนังสือ “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” ที่ถ่ายทอดหลักคิด มุมมองและประสบการณ์ของนักธุรกิจได้อย่างชัดเจนและน่าสนใจ

เขาเล่าว่า จากการได้สัมภาษณ์ในเรื่องเคล็ดลับความสำเร็จของนักธุรกิจแต่ละคนมามากมาย สิ่งหนึ่งที่เขาค้นพบคือ“วิธีคิด” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ขณะที่ ปัญหาใหญ่ที่สุดของทายาทธุรกิจของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคือการทำให้พ่อแม่เชื่อ ซึ่งลูกแต่ละคนมีกลยุทธ์ มีวิธีการ หากมองการขายของ ลูกค้าทั่วไปที่ซื้อของของเราคือลูกค้าของเรา แต่ขณะที่ เราขายความคิด คุณพ่อคุณแม่คือลูกค้าของเรา จะทายใจหรือทำอย่างไรให้เขาเชื่อเราเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับ 9 วิธีคิด ที่จะนำมาสู่ความสำเร็จที่ค้นพบจากการสัมภาษณ์

วิธีที่หนึ่ง คิดแบบละเอียด ยกตัวอย่าง “ดำ น้ำหยด” ซึ่งเป็นเกษตรกรที่จันทบุรี มีความคิดไม่เหมือนกับนักธุรกิจที่เคยสัมภาษณ์มาทั้งหมด เขาบอกว่า นักวิชาการชอบเรียนมากเกินไป เกินธรรมชาติ เมื่อแก้ปัญหาเริ่มต้นจากทฤษฎีที่เรียนมา เขาได้เป็นเกษตรกรตัวอย่าง ปี 2522จากการทำระบบน้ำหยดขายดีจนมีฐานะ สวนที่พาไปสวยมากอยู่ริมเขา เขาเคยเป็นลูกจ้างมาก่อน จนวันหนึ่งเจ้าของบอกขายก็เลยซื้อทำรีสอร์ตที่เกาะช้างชื่อเกาะช้างพาราไดซ์ รีสอร์ต แอนด์ สปา

เขาบอกว่ามีเงินเท่านี้ก็ลงไปก่อน ครั้งแรกลงทุน 21 ล้านบาท จากนั้นพอกำไรจากนี้ลงทุนอีก 21 ล้านบาท แล้วนำกำไรมาลงทุนรีสอร์ต 45 ล้านบาท แบบไม่ได้กู้เงิน ทำอะไรไม่เป็น ทำสวนเป็นก็เริ่มต้นลงระบบสาธารณูปโภค 1 ปี ลงระบบน้ำ ฯลฯ และออกแบบสวนเสร็จก็รื้อต้นไม้ทิ้ง เพราะรู้ว่าไม่มีใครรู้เรื่องต้นไม้มากเท่าเขา และเริ่มเล่าให้ฟังว่า โกสนมี 3 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่สามกินน้ำน้อยที่สุด หลักการทำสวนคือ “น้ำเอาไว้เลี้ยงแขกไม่ใช่เลี้ยงต้นไม้” เพราะน้ำในเกาะช้างหายาก ต้นไม้ที่ปลูกต้องเหมาะกับดินทรายและกินน้ำน้อย และ“สวนต้องมีชีวิต” การปลูกต้นเข็มไว้เพราะผีเสื้อชอบต้นเข็ม

แต่ระบบน้ำเสียที่ทำ ในตอนแรกจ้างนักวิชาการทำ แต่เรียกเท่าไรก็ไม่ยอมมา ก็คิดแบบเกษตรกรด้วยความโมโห คิดว่าน้ำเสียที่มีอยู่ 15,000 ลิตร มีต้นไม้อะไรที่สามารถดูดน้ำได้เยอะ รากยาวๆ ก็พบว่าปาล์มน้ำมันดูดได้วันละ 150 ลิตร ปลูกร้อยต้นก็ได้ 15,000ลิตร น้ำเสียเป็นปุ๋ยที่ดี ต้นปาล์มสวยมากใหญ่มาก บำบัดน้ำเสียได้หมดเกลี้ยง สุดท้ายนักวิชากรกลุ่มนั้นมาขอดูงาน เป็นระบบบำบัดน้ำเสียหมัก ไม่ได้คิดจากทฤษฎี คิดจากรายละเอียดต่างๆ ที่ค้นพบมา

“ดำ น้ำหยด” เป็นตัวอย่างที่ดีมากในการมองปัญหาอย่างละเอียด เริ่มต้นจากธรรมชาติ ที่บอกว่านักวิชาการเรียนเกินคือเรียนเกินธรรมชาติ เหมือนกับคุณพ่อคุณแม่เราที่เริ่มต้นเรียนจากธรรมชาติ เรียนรู้จากประสบการณ์ต่างๆ คิดอย่างละเอียดเป็นเคล็ดลับความสำเร็จข้อหนึ่ง

วิธีที่สอง ใช้เท้าคิด มาจาก “ขรรค์ชัย บุญปาน” ซึ่งตอบคำถามนักข่าวว่าผ่านวิกฤตปี 2540 มาได้ เพราะใช้เท้าทำ คือเพียงแค่เดินมากหน่อยเพื่อไปเยี่ยมแผนกต่างๆ ในบริษัท อย่างกองบรรณาธิการ ฝ่ายผลิต ฯลฯ ช่วยกระตุ้นส่วนต่างๆ ให้ทำงานให้ดีขึ้น “ธนา เธียรอัจฉริยะ” ที่เคยอยู่ดีแทค แต่ตอนนี้อยู่แมคยีนส์ เอาคำนี้มาใช้ เพราะดีแทคมีเงินทุนไม่มากเท่าเอไอเอส เขาใช้วิธีส่งทีมวิจัยลงเดินทำให้พบว่าลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์แบบเติมเงิน จริงๆ ไม่ใช่เด็กสยาม แต่เป็นชาวบ้านทั่วไป นั่นคือที่มาของการพลิกแบรนด์ครั้งใหญ่ ด้วยวิธีการแบบบ้านๆ ตอนนั้นมีคนถามว่าบุคลิกของดีแทคคืออะไร นึกเท่าไรก็ไม่ออก ไปอ่านหนังสือแพรวเจอรูป “จิระ มะลิกุล” คนที่ทำหนังแฟนฉัน นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัดผมด้วยท่าทางสบายๆ ก็เลยได้คำตอบว่านี่คือลักษณะของแบรนด์ “แฮปปี้” คือสบายๆ ทำให้พลิกแบรนด์ของแฮปปี้มาเป็นแบบบ้านๆ เพราะฉะนั้น พรีเซ็นเตอร์จะราคาถูกมาก

อีกตัวอย่างของดีแทค ครั้งหนึ่งส่งทีมวิจัยไปฝังตัวกับนักศึกษาเชียงใหม่ไปดูพฤติกรรม แล้วก็ค้นพบเรื่องหนึ่งว่า ช่วงครึ่งเดือนหลังที่ใช้โทรศัพท์น้อย นักศึกษาจะเปลี่ยนเมนูใหม่เป็นมาม่า เมื่อพนักงานดีแทคเข้าไปถามว่าจะให้ช่วยอะไร ก็ได้คำตอบว่าก็ให้ยืมสิ นั่นคือที่มาของแคมเปญ “ใจดีให้ยืม” หลายคนคิดว่าคุณธนาเป็นนักการตลาด แต่จริงๆ เป็นนักการเงินมาก่อน งานอดิเรกคือการดูตัวเลข เมื่อได้ข้อมูลคำนวณแล้วก็พบว่าต้นทุนไม่มาก และตอนแรกคิดจะจับกลุ่มนักศึกษาแค่แสนคน แต่คนใช้แคมเปญนี้ล้านกว่าคน สำเร็จมาก เพราะลูกค้าบอกว่าให้ยืมก็ยืม

อีกเรื่องคือแก้วน้ำแฮปปี้ เพราะตอนทำแบรนด์แฮปปี้ใหม่ๆ อยากให้สัญลักษณ์ที่เป็นรอยยิ้มกระจายไปทั่ว ไปที่ไหนก็เจอ วันหนึ่งไปซื้อน้ำเห็นแก้วพิมพ์ลาย ก็เกิดความคิดอยากพิมพ์โลโก้แฮปปี้ ไปข้างเอเจนซี่คิดค่าผลิต ค่ากระจาย กำไร และอื่นๆ รวม 1 ล้านใบ 4 ล้านบาท คือใบละ 4 บาท แต่วันหนึ่งไปเจอแก้วน้ำที่พิมพ์ลายองุ่นก็เกิดความคิดว่าไปคุยกับโรงงานให้พิมพ์ลายแฮปปี้ ทีมงานแฮปปี้มีข้อดีคือ“ลองดูสิ” ไม่ปฎิเสธอะไรใหม่ๆ ก็ไปคุยกับโรงงาน เถ้าแก่ก็คำนวณออกมา 4 หมื่นบาท แต่สัญชาตญาณของเซลส์คือต้องต่อราคาให้มากที่สุด สุดท้ายได้ 1 ล้านใบ 2 หมื่นบาท เถ้าแก่คงคิดว่าอยู่ดีๆ มีหมูมาชนปังตอ เพราะต้องเสียค่าพิมพ์ลายอยู่แล้ว มีคนมาจ่ายให้และได้กำไรอีก ส่วนแฮปปี้ก็ดีใจสุดๆ เพราะประหยัดไปได้ 3 ล้าน 9 แสน 8 หมื่นบาท จากการเดินและทัศนคติแบบลองดูสิ



อนันต์ อัศวโภคิน (กลาง )


วิธีที่สาม คิดจากปัญหา เมื่อเกิดปัญหาทุกคนจะกลัว และคิดว่าแย่มากเลย สำหรับ “อนันต์ อัศวโภคิน” ในตอนที่ทำคอนเซ็ปต์ใหม่เรื่อง “บ้านสบาย” ของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ มาจากปี 2540 ซึ่งบริษัทเป็นหนี้ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท พอมีปัญหาบริษัทต่างๆ จะไล่คนออก แต่เมื่อคิดแล้วก็พบว่าต้นทุนธุรกิจขายบ้าน พนักงานเป็นต้นทุนที่น้อยมาก แค่ 10% ไล่คนออกครึ่งหนึ่งก็ลดได้แค่ 5% และเมื่อวิกฤตฟื้นก็หาคนยาก

ระหว่างนั้น จึงให้ลูกน้องแต่ละคนทำวิจัยคนซื้อบ้านแลนด์แอนด์เฮ้าส์ไปดูว่าปัญหามีอะไรบ้าง ก็พบว่าทุกคนที่ซื้อบ้านต้องต่อเติม ครัว ห้องน้ำ ถังขยะ ฯลฯ ก็นำปัญหาทั้งหมดมาคิดใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากปัญหา ออกมาเป็น “บ้านสบาย” คนซื้อหิ้วกระเป๋าเข้าไปอยู่ได้เลย และบ้านสบายก็คือ “การกำหนดราคา” คือคนที่กำหนดราคาคือลูกค้า ไม่ใช่เจ้าของ เขาสร้างบ้านเสร็จก่อนขาย เป็นการสร้างเกมใหม่ให้คนอื่นเดินตาม เพราะปี 2540 คนเจอปัญหาสร้างบ้านแล้วไม่ได้บ้าน และก็รู้ว่าถ้าสู้ไปเป็นเกมเดิมคือขายกระดาษ ใครๆ ก็ทำได้ เป็นธุรกิจที่เข้ามาได้ง่าย แต่การสร้างเกมใหม่คือ “บ้านเสร็จก่อนขาย” ผู้ชนะคือผู้กำหนดเกม ซึ่งไม่ใช่ต้องใช้เงินมาก แต่ฐานข้อมูลด้านการขายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะปัญหาบ้านสร้างเสร็จก่อนขายคือปัญหาสต๊อก แต่เมื่อใช้วิธีสร้างบ้านเมื่อคนมาดูไซต์งาน คนถามราคา ก็บอกว่ายังไม่กำหนดราคา แต่ราคาประมาณ 3.5 ล้าน ลูกค้าไม่จอง เซลส์รู้แล้ว 3.5 ล้านขายไม่ได้ อีกคนมา 3.8 ล้านบาท ขายไม่ได้ รู้แล้ว3.6-3.7 ล้าน เพราะคนซื้อมากำหนดราคา


ตัน เมื่อยังเป็นเบอร์หนึ่งแห่ง "โออิชิ"


แคมเปญ“ไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊ง” เป็นแคมเปญของชาเขียวโออิชิที่สำเร็จที่สุดโดยใช้เงินไม่มาก สำหรับของรางวัลคือการไปทัวร์ญี่ปุ่น ใครๆ ก็คิดได้ เป็นเรื่องธรรมดามาก แต่คุณตันพบว่าคนที่ได้รางวัลไม่ใช่คนที่เคยไป พ่อค้าแม่ค้าที่ได้ก็ดีใจที่ได้ แต่เมื่อบริษัทติดต่อไปต้องเสียภาษี ต้องทำพาสปอร์ต ทำวีซ่า การเที่ยวที่แปลกๆ กับคนแปลกหน้าไม่สนุก คุณตันเอาปัญหาทั้งหมดมาแก้ไข ให้คนที่ได้รางวัลชวนคนรู้จักไปได้อีก 3 คน และมีเงินให้ไปช้อปปิ้ง กลายเป็นแคมเปญธรรมดาที่อุดทุกปัญหา แล้วสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา ฝาขวดโออิชิที่ส่งเพิ่มขึ้นทั้ง 3 ครั้งทำแคมเปญ

วิธีที่สี่ คิดแบบไร้กรอบ เมื่อ “โชค บูลกุล” เข้ามารับธุรกิจปี 2540 วิกฤตเศรษฐกิจ มีนมสดกับฟาร์มโชคชัย คนบอกว่าน่าจะขายฟาร์มโชคชัยทิ้ง เพราะนมสดเป็นธุรกิจทำเงิน แต่ในช่วงวิกฤตของที่จะขายนั้น ขายไม่ได้ ของที่ขายง่ายคือของดี ช่วงที่เป็นหนี้มากๆ เวลามีราคาสูงมาก ดอกเบี้ยไม่สนใจวันหยุด ยิ่งขายไม่ได้ยิ่งเครียด เพราะแก้ปัญหาไม่ได้ สำหรับโชค ตัดสินใจขายธุรกิจนมสดได้เงินมาก้อนหนึ่ง ด้วยวิธีคิดคือ “ธุรกิจอะไรก็ตามที่ทำงานเบาๆ ทำงานน้อยกำไรมาก ธุรกิจนั้นคู่แข่งมาก ธุรกิจอะไรก็ตามที่ทำงานหนัก กำไรน้อยแข่งขันน้อย” ฟาร์มโชคชัยคืออันที่สอง เพราะไม่อยากแข่งกับใครมาก เขาเริ่มต้นทำสิ่งนั้น

เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ธุรกิจที่ลูกรับมาจากพ่อแม่ ต้องเข้าใจว่าลูกก็เป็นลูก สำหรับธุรกิจของครอบครัวบูลกุล แม่เป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ และเพราะแม่เป็นนักการเงิน โชคบอกว่าเวลาเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ข้อแรกคือเงินต้องไม่มีปัญหา และต้องทำให้แม่ยอมรับให้ได้ว่าทำได้ เพราะฉะนั้น โชคเข้ามาครั้งแรกโดยไม่ใช้เงินกู้เลย เมื่อคุณแม่พอใจเสนออะไรได้มากขึ้นเพราะก้าวแรกไม่พลาด ขณะที่โมเดลธุรกิจเกษตรคือ อาหารสัตว์ เลี้ยงไก่ ไก่สด ไก่ย่าง นี่คือโมเดลของซีพี แต่โชค คิดมุมใหม่คือจากธุรกิจเกษตรไปสู่ธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งการเป็นซีอีโอแบรนดิ้งมีข้อดีคือซีอีโอสามารถดึงดูด ข่าวมากมายที่เห็น แต่ใช้เงินประชาสัมพันธ์แค่ปีละสองสามล้าน


โชค บูลกุล


สิ่งที่เขาคิดคือ คนกรุงเทพฯ หิวธรรมชาติมาก ฟาร์มโชคชัยมีแบรนดิ้งอยู่ในใจคนมายาวนานมาก เป็นคาวบอย เป็นป่า ฟาร์มที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด และมีชื่อเสียง เขาพลิกกลยุทธ์มาสู่การท่องเที่ยวและเอาประสบการณ์มาใช้ แต่ดีไซน์ละเอียดมาก ดูพฤติกรรมของคนเดิน คนกรุงชอบเที่ยวแบบสบายๆ ร้อนแล้วต้องรีบเข้าห้องแอร์สลับกันไป และพลิกสู่บูติกรีสอร์ต และที่สำคัญทำให้พนักงานมีกำลังใจมากเกิดความภูมิใจ จากคนรีดนมวัวไม่มีใครเห็นกลายเป็นนักแสดงทุกคนต้องดู เมื่อชื่อเสียงมากคนอยากทำงานด้วยมาก ได้แรงงานฝีมือดีราคาถูกเยอะมาก นั่นคือการเป็นแม่เหล็กดึงทุกอย่าง ขณะที่ วัวของจริงและวัวจินตนาการไม่เหมือนกัน วัวจริงๆ สกปรกมาก แต่ต้องให้วัวที่มาโชว์สะอาดเพื่อตรงกับจินตนาการคนเที่ยว การคิดแบบไร้กรอบคือต้องถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ทำไมต้องคิดแบบเดิมๆ

วิธีที่ห้า คิดแง่บวก เมื่อ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ทรูมูฟเป็นหนี้ 9 หมื่นล้าน ช่วงลอยตัวค่าเงินบาทปี 2540 มี 2 วิธีคิดคือ คนทั่วไปคิดขายบริษัท แต่อีกวิธีคือไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว บุกไปข้างหน้าดีกว่า “ทรูมูฟ”พลิกเกมรุกสู้ เป็นหนี้ 9 หมื่นล้าน ใช้อีก 900 ล้านก็แค่ 1% ทำให้ทรูมูฟพลิกขึ้นมาได้

วิธีที่หก คิดเพื่อปฏิเสธ “สตีฟ จ๊อบส์” ตอนที่กลับไปแอ๊ปเปิ้ลอีกครั้งมีสินค้าเยอะมาก เขาใช้วิธีคิดแบบตัดทิ้งมาตลอด ด้วยการใช้คำแค่ 4 คำคือ พกพาตั้งโต๊ะ และดูว่าสินค้าอยู่ตรงไหน เขาเคยพรีเซ้นต์สินค้าด้วยการเอามาวางที่โต๊ะเล็กๆ จากที่มีอยู่ 200 ชิ้น เขาตัดทิ้งเหลือแค่ 20 ชิ้นเท่านั้น เพราะหัวใจสำคัญของความสำเร็จคือคำว่า “ไม่” กล้าปฎิเสธสิ่งที่เสนอมาและเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ไอพอดเป็น mp3 เครื่องแรกของโลกด้วยคิดเริ่มต้นจากคำๆ เดียวคือ 1 พันเพลง คือการโฟกัสอยู่แค่นี้ อย่างอื่นไม่เอา

วิธีที่เจ็ด คิดหาโอกาส “โมริตะ” ผู้ก่อตั้งโซนี่บอกว่า คนเราชอบพูดว่าใครๆ ก็ทำแล้ว เขาบอกว่าธุรกิจเหมือนวงกลม แต่มันมีช่องว่างในรูนั้น เมื่อเราทำมันจะใหญ่ขึ้นมาทันที “อดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์” ทำให้บิวติดริ้งเกิดขึ้นมา เครื่องดื่มสุขภาพที่ขยายตลาดไม่ใช่แค่ในเมืองไทยแต่ยังไปอยู่ในต่างประเทศ จากการมองเห็นโอกาส เช่นเดียวกับ “สุริวิภา กุลตังวัฒนา” ทำสินค้าเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงหลายๆ คนที่มีรูปร่างท้วมให้สวยได้เหมือนกัน เพราะเมื่อเห็นเสื้อผ้าที่ใส่ในหุ้นโชว์ทุกครั้งจะรู้สึกว่าอยู่ในหุ่นมันสวย แต่ทำไมอยู่ที่ตัวเรามันไม่เป็นอย่างนั้น นี่คือการคิดหาโอกาส

วิธีที่แปด คิดแบบไม่ยอมแพ้ มีกรณีศึกษาเรื่องหนึ่งสำหรับสินค้าที่เคยเป็นเจ้าตลาด มีส่วนแบ่งการตลาด 80% แต่ภายในเวลา 3 ปี เบียร์ช้างเอาชนะเบียร์สิงห์ ได้ แต่ตอนนี้เบียร์สิงห์กลับมาชนะแล้ว หลังปี 2540 ไม่นาน “สันติ ภิรมย์ภักดี” เคยให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่แพ้มี 4 ข้อคือ 1.กลยุทธ์เหล้าพ่วงเบียร์ ธุรกิจเหล้าไม่เหมือนธุรกิจเบียร์ ที่คิดว่าเปิดก๊อกน้ำที่จริงมันเป็นเขื่อน เป็นการถล่มอย่างยาวนานไม่หยุด 2.กลยุทธ์ 3 ขวด 100 บาท ทำให้คนอยากกินเบียร์ราคาถูก 3.การเยี่ยมเอเย่นต์น้อยเกินไป ทำให้ห่างเหิน และ4.แอ๊ด คาราบาว ทำให้เบียร์ช้างกลายเป็นเบียร์คนไทย เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่อแบรนด์ติดตลาด

เขาพูดคำหนึ่งว่า “ผมยอมรับว่าแพ้ แต่ผมไม่ยอมแพ้” หมายความว่า เราแพ้ได้ แต่เราไม่ยอมแพ้คือ “ใจ” เราไม่ยอมแพ้ การยอมรับว่าแพ้ให้เชื่อไว้เลยว่าเราไม่มีทางกระโดดขึ้นจากอากาศได้ เหมือนเราตกเหวอยู่ การยอมรับการพ่ายแพ้คือยอมรับการอยู่ก้นเหวให้เท้าติดดิน เพื่อที่เราจะกระโดดขึ้นใหม่ได้ แต่การยอมแพ้ เราจะอยู่ในอากาศตลอดเวลาและกระโดดไม่ได้

วิธีที่เก้า คิดแล้วลงมือทำ “โธมัส เอดิสัน” พูดว่า คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่า เราตื่นขึ้นมาแล้วเราจะเป็นคนรวย เขาคิดถูกแค่ครึ่งเดียวคือ ตื่นขึ้นมา เพราะหัวใจสำคัญคือความสำเร็จต้องมีส่วนผสมอยู่ 2 อย่างคือ 1.ความคิด และ2.การลงมือทำ ถ้าคิดเฉยๆ ไม่ลงมือทำ ไม่มีทางสำเร็จได้

“โคลัมบัส” หลายคนคิดว่าการพบทวีปอเมริกาเป็นเรื่องบังเอิญ แค่ล่องเรือไปพบทวีปใหม่เท่านั้น ใครๆ ก็ทำได้ วันหนึ่งในงานเลี้ยงกษัตริย์สเปน มีเสนาบดีพูดเรื่องนี้อีก เขาก็หยิบไข่ต้มขึ้นมาหนึ่งใบ แล้วบอกให้ตั้งไม่ให้ล้ม ไม่มีใครตั้งได้ เขาหยิบไข่ขึ้นมาทุบที่ปลายทำให้ไข่ตั้งได้ พวกนั้นบอกว่า“ใครๆ ก็ทำได้” เขาบอกว่า“แล้วทำไมไม่ทำ” หัวใจสำคัญของทุกเรื่องคือเวลาเราทำสิ่งนั้นสำเร็จ แต่หัวใจสำคัญของความสำเร็จของโคลัมบัสคือการตื่นขึ้นมาล่องเรือออกจากแผ่นดิน แล้วคิดว่ามีแผ่นดินใหม่อยู่ข้างหน้า นั่นคือความยิ่งใหญ่ของหัวใจของโคลัมบัส คือความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง การลงมือทำเป็นเรื่องสำคัญที่สุด


ที่มา
http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9540000114629

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

ความลับของน้ำตาล





ดูรายการ Sponge-ฉลาดสุดๆ วันที่ 20 มกราคม 2554

ใครก็ตามที่ได้ดูรายการ Sponge-ฉลาดสุดๆ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 ที่ผ่านมาจะเห็นภัยร้ายที่จะจเอกับเราวันไหนก็ได้ เพื่อความปลอดภัยแบบฉลาดๆ ก็ควรจะดูให้จบนะครับ

ช่วง 1


ช่วง 2


ช่วง 3


ช่วง 4

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

แก้ E5 สำหรับ Canon 145

Reset Canon Mp 145

1.ถอดปลั๊กไฟออก
2.กดปุ่ม on/off ค้างไว้ แล้วเสียบไฟ
3.ในขณะที่กด on/off ให้กดปุ่ม stop/reset 2 ครั้ง (ให้สังเกตที่ไฟ Alarm ครั้งแรกจะติด ครั้งที่ 2 ไม่ติด) แล้วปล่อยปุ่ม on/off
4.คอยจนไฟสีเขียวนิ่ง ที่หน้าจอจะขึ้นเลข 0 กดเครื่องหมาย + ให้ตัวเลขเป็น 1
5.กด color 1 ครั้งไฟสีเขียวกับไฟ color จะติดพร้อมกัน
6.กดปุ่ม on/off1 ครั้งเครื่องจะพิมพ์ออกมา 2 แผ่นไฟที่หน้าจะขึ้นเลข 0
7.เปิดฝาเครื่องขึ้น
8.ถอดปลั๊กไฟออก แล้วปลดตลับหมึกออกมาทั้ง 2 อัน
9.เสียบปลั๊กไฟพร้อมกับเครื่องโดยที่ยังไม่ปิดฝา เครื่องจะถามหาตลับหมึก
10.ใส่ตลับหมึก ปิดฝาเครื่อง ที่หน้าจอไฟจะขึ้น 1

อีกวิธีครับ

canon mp140 และ 160 e5 แก้ง่ายๆ เหมืนกันด้วยตัวคุณเอง

อันดับแรกต้องรู้ก่อนว่า E 5 คืออะไร E5 คือตลับหมึกเสีย การแก้ไข ดังนี้

1. สังเกตก่อนว่าไฟสีส้มกระพริบที่ Black, Color หรือ 2 อัน ถ้าขึ้นที่ใด แสดงว่าตลับหมึกนั้นมีปัญญา (ส่วมมากจะเป็นที่ Color) ถ้าขึ้นทั้ง 2 คุณต้องถอดเอาตลับหมึกออกมาเช็ดตรงเชนเซอร์สัมพัสก่อน แล้วใส่เข้าไปใหม่ นั้นละจะเห็นได้ทันที่ว่าอันไหนมีปัญหา

2. นำตลับหมึกที่มีปัญหาออกมาเช็ด(ผ้า)ทังหัวชีดและเชนเซอร์ให้สะอาด ใส่กลับเข้าไป ปิดเครื่อง

3.Resetเครื่อง ถอดสายไฟออก กดปุ่ม on/off ค้าง เสียบสายไฟเข้า รอไฟขึ้น กดปุ่ม Reset 2 ครั้ง ปล่อยทั้ง 2 ปุ่ม รอจนกว่าเครื่องเดินเสร็จประมาณ 20 วินาที รอเลข 0 จขึ้นมา เลข 0 มีความสำคัญมาก

4. ถ้าหน้าจอไม่ขึ้น 0 กด Reset 1 ครั้ง จะขึ้นมา ถ้าไม่ขึ้นอีก เปิดฝาออก นำตลับหมึกออก แล้วนำเข้าไปใหม่ ที่นี้ ขึ้น 100 % กด + จนขึ้น ตลับดำเสียให้ขี้น B ตลับสีเสียให้ขึ้น C แล้วกดปุ่ม ถ้าเป็น B กด Black ถ้าเป็น C กด Color กด 1 ครั้ง เครื่องจะดับเอง

5. เปิดเครื่องใหม่ หน้าจอ จะขึ้นเลข 1 ลองกดถ่ายสักแผ่นได้เป็นอันว่า OK หรือ5hkยังเป็น E 5 ให้กด Black หรือ Color ค้างไว้ จนขึ้นเลข 1 ตามที่เราได้เลือกในตอนแรก 1 จะกระพิบอยู่ให้เปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ ใช้ได้เลย

(รับประกัน ถ้าคุณไม่ผิดขั้นตอน เพราะผมซ่อม วัน 1 ไม่น้อยกว่า 5 เครื่อง) เพิ่มเติมได้ที่ เมล์ ตลอด 24 ชม.

โชคดีสำหรับคนที่อ่านเจอ เพราะอยู่ตั่งถอยแนะ

จาก ชำนาญการเครื่องปริ้น

ที่มา
http://www.ichumphae.com/description.aspx?q_sec=77899839

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

3 วิธีแก้ไขฟันเหลืองอย่างได้ผล

ใครที่มีปัญหาฟันเหลือง เนื่องจากการสูบบุหรี่ การดื่มชา กาแฟ หรือจากสาเหตุอะไรก็ตาม ถ้าอยากกลับมามีฟันขาวสดใสเหมือนเดิมมาฟังทางนี้เลย เพราะมีวิธีการดีๆ มาแนะนำค่ะ

1. เจลฟอกฟันขาวชนิดใช้ร่วมกับยาสีฟัน

วิธีการใช้ให้ป้ายเจลลงบนฟันทั้งบนและลาง จากนั้นก็แปรงฟันตามปกติเช้า – เย็น แต่ถ้าหากอยากให้ได้ผลที่ดียิ่งขึ้น อาจจะใช้วิธีแบบยาสีฟันกับเจลฟอกฟันขาวอย่างละครึ่งแล้วแปรงตามปกติ เมื่อใช้เป็นจำจะช่วยรักษาความขาวของฟันให้สม่ำเสมอ


2. เจลฟอกฟันขาวชนิดป้าย

วิธีการใช้จะแตกต่างจากชนิดแรก โดยต้องทำความสะอาดฟันก่อน แล้วใช้พู่กันจุ่มที่เนื้อเจลแล้วนำไปทาบริเวณฟันที่ต้องการฟอก จากนั้นคลอบด้วยถาดโฟมทิ้งไว้ 15 – 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ใช้เป็นประจำ 1 – 3 อาทิตย์ ควรเริ่มจากฟันบนก่อนค่อยลงมาทำฟันล่าง


3. ปากกาฟอกฟันขาว

วิธีนี้จะแตกต่างจาก 2 แบบแรก โดยให้ใช้วันละชั่วโมงครึ่ง ต่อจากนั้นก็วันละ 30 นาที เป็นเวลา 3 – 5 วัน แต่สำหรับผู้ที่เคยมีประวัติของการเสียวฟันอันเนื่องมาจากไวต่อความร้อนหรือความเย็น อาจเกิดอาการเสียวฟันเล็กน้อย 1 - 2 วัน หลังจากการใช้ แต่อาการนั้นจะหายไป

นอกจากนี้หลังการฟอกฟันบนเนื้อฟันจะมีรูของเนื้อฟันคลายรูขุมขนของผิว ต้องเว้นจากการสูบบุหรี่ ดื่มชากาแฟ หรือไวน์แดง เป็นเวลา 2 ชั่วโมง จะได้ไม่เป็นการสะสมของคราบฟันอีกครั้ง






ขอขอบคุณข้อมูลจากWoman's Story

เทคนิคลดปัญหาเหงือกและฟัน

เทคนิคลดปัญหาเหงือกและฟัน

ไม่ทราบว่าผู้อ่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทั้ง ๆ ที่เราแปรงฟันกันอยู่ทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง แต่ปัญหาโรคเหงือกและฟันก็ยังเกิดขึ้น?!


ทพ.ชัชชัย คุณาวิศรุต ประจำศูนย์ทันตกรรม บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล เดนทัล เซ็นเตอร์ เผยเทคนิคการดูแลสุขภาพเหงือกและฟันไว้ในงาน BIDC กับ 5 ปี แห่งความสำเร็จ

เริ่มจากการดูแลความสะอาดด้วยการแปรงฟันให้ถูกวิธี วางขนแปรงทำมุมกับซี่ฟัน 45 องศา แปรงแบบขยับ-ปัด ฟันล่างปัดขึ้น ฟันบนปัดลง เน้นบริเวณคอฟัน ซึ่งติดกับเหงือก เนื่องจากเป็นส่วนที่มีคราบจุลินทรีย์เกาะติดอยู่มาก


ส่วนฟันด้านบดเคี้ยว ให้วางขนแปรงบนหน้าตัดของฟัน แล้วถูไปมาตามแนวนอน ทำความสะอาดให้ครบทุกซี่ ทุกซอก ทุกมุมทั่วปาก การแปรงฟันที่ดีต้องให้ขนแปรงกระทบเหงือกเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของให้แข็งแรง และต้องปัดทำความสะอาดคราบสกปรกที่ลิ้น


ยังต้องใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดซอกฟัน ซึ่งปัจจุบันมีจำหน่ายหลายรูปแบบเพื่อความสะดวกในการใช้งาน โดยหลักการใช้ไหมขัดฟันให้ใช้ไหมแทรกเข้าไประหว่างซี่ฟัน โอบแนบกับคอฟัน ขยับขึ้น-ลง ในลักษณะเลื่อนไปมาคล้ายใบเลื่อย แต่ระวังอย่าขัดแรงเกินไปอาจทำให้เหงือกบาดเจ็บได้


การขัดฟันด้วยไหม ควรทำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หลังมื้ออาหารหรือก่อนนอน เพื่อกำจัดเศษอาหารที่ติดค้างออกไป


สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานของหวานแต่ไม่อยากฟันผุ ทพ.ชัชชัย แนะนำให้รับประทานของหวานภายในมื้ออาหาร เลี่ยงการนำมารับประทานเป็นของว่าง เพื่อการทำความสะอาดฟันให้เสร็จในคราวเดียว นอกจากนี้ สารพิษในบุหรี่ ยังเป็นตัวการก่อโรคเหงือกและฟัน จึงควรหยุดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ด้วย.


ที่มา : dailynews

เคล็ดลับกำจัด..กลิ่นปาก

เรื่อง “กลิ่น” โดยเฉพาะกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าเกิดที่ไหนย่อมไม่ดีแน่ เดี๋ยวใครต่อใครจะพาลเข้าใจผิด คิดว่าเราเป็นสาวหมักหมม
ชอบบ่มเพาะความสกปรกไว้กับตัว อย่ากระนั้นเลย เรามารู้ถึงสาเหตุจากภายในช่องปากกันก่อน


กลิ่นเหม็นจากปาก … เกิดขึ้นได้คล้ายๆ กับกลิ่นเหม็นที่เกิดจากส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นผลมาจากแบคทีเรียในช่องปากทำให้เกิดการเน่า มีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้น เราสามารถแยกกลิ่นเหม็นออกได้ 4 แบบ คือ กลิ่นที่มาจากด้านหลังของลิ้น กลิ่นของโรคปริทันต์และซอกเหงือก กลิ่นจากฟัน และกลิ่นจากการสูบบุหรี่

บริเวณที่จะพบกลิ่นปากบ่อยๆ คือ ที่ลิ้น ร่องเหงือก บริเวณที่อุดฟัน ครอบฟัน โรคปริทันต์ ฟันที่ผุรูกว้าง ฟันปลอมชนิดถอดได้ที่มีเศษอาหารตกค้าง การหลั่งของน้ำลายมากหรือน้อย และในคนสูบบุหรี่ นอกจากนั้นโรคที่เกิดภายในช่องปากและนอกช่องปาก เช่น ไซนัสอักเสบ โรคมะเร็งที่โพรงจมูก โรคทอนซิลอักเสบ โรคปอดเรื้อรัง วัณโรคปอด หรือมะเร็งปอด โรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โรคของระบบขับถ่าย ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุของกลิ่นปากได้ทั้งสิ้น

วิธีการทดสอบง่ายๆ ว่าเรามีกลิ่นปากหรือไม่…

โดยทั่วไปใช้วิธีการเอามือปิดปากและจมูก เป่าลมแรงๆ ออกจากปาก และดม ซึ่งบางคนก็สามารถบอกได้ว่ามีกลิ่นปากหรือไม่ หรือจะใช้วิธีเลียที่ข้อมือและดมดู ในบางคนอาจจะใช้นิ้วมือถูที่บริเวณเหงือก แล้วนำมาดมกลิ่นว่าเหม็นหรือไม่ และอีกวิธีคือ ขอร้องให้คนใกล้ชิดช่วยบอกก็ได้

เคล็ดลับพิชิตกลิ่นปาก…

- อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้งความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย

- พยายามดื่มน้ำมากๆ เพราะจะช่วยล้างแบคทีเรียออกจากน้ำลาย

- แปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร และอย่าลืมแปรงด้านบนของลิ้น อันเป็นที่เกิดของแบคทีเรียด้วย

- ถ้าไม่สะดวกจะแปรงฟัน ให้บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำยาบ้วนปาก และใช้ไหมขัดฟันวันละ 2-3 ครั้ง

- ถ้าเลือกขจัดกลิ่นปากด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่ง ควรเลือกชนิดหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล

- งดอาหารกลิ่นแรง เช่น กระเทียม,หอมใหญ่,พริกไทย และชีส

- หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่นๆที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก

- กินอาหารให้ครบหมู่ แม้ว่าคุณจะกำลังลดความอ้วนอยู่ก็ตาม

- การเคี้ยวใบผักชีฝรั่งหรือกานพลูหลังมื้ออาหาร ช่วยลดกลิ่นปากได้

- เลิกสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั่วไปแล้ว ยังเป็นปัจจัยเสริมให้เป็นโรคปริทันต์รุนแรงมากขึ้นด้วย กลิ่นของบุหรี่ที่ตกค้างอยู่ในช่องปากผสมกับกลิ่นอื่นๆ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเฉพาะขึ้นได้

- ควรพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องรอจนเกิดปัญหาปากและฟัน


ที่มา
http://variety.teenee.com/foodforbrain/30879.html